วันพุธที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2553

งูคือสัตว์มีพืษ

งู เป็นสัตว์มีพิษ ที่เราพบเห็นกันบ่อยในชีวิตประจำวันซึ่งงูแต่ละชนิดจะมีพิษมากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับชนิดของงูนั้นๆ ในปัจจุบันนี้หากได้รับการช่วยเหลืออย่างถูกวิธี ก่อนให้แพทย์ทำการฉีดเซรุ่ม ผู้ป่วยก็รอดชีวิตได้ ดังนั้นก่อนที่ผู้ป่วยจะไปถึงมือแพทย์ ควรได้รับการปฐมพยาบาล อย่างถูกต้องเสียก่อนเมื่อเราพบผู้ป่วยที่ถูกงูกัด ก่อนอื่น ต้องตรวจดูรอยเขี้ยวงูเสียก่อน
ถ้ากรณีที่งูมีพิษกัด รอยเขี้ยวจะมีลักษณะเป็นแผลลึก 2 รอย และบาดแผลมีลักษณะเขียวช้ำ ให้รีบปฏิบัติ ดังนี้
การปฐมพยาบาลผู้ที่ถูกงูพิษ กัด
- ใช้เชือก ผ้า หรือสายยางรัดบริเวณเหนือแผล ระหว่างแผลกับหัวใจให้แน่น
- บีบหรือคัดเลือดบริเวณบาดแผลออก เพื่อให้พิษงูออกมาทางบาดแผลได้บ้าง
- ห้ามให้ดื่มสุราหรือใช้ยากระตุ้นหัวใจเป็นอันขาด เพราะจะทำให้พิษงูเข้าสู่หัวใจเร็วขึ้น
- พยายามอย่าให้ผู้ป่วยหลับ ควรปลุกให้รู้สึกตัวเป็นระยะ ๆ
- ล้างแผลด้วยด่างทับทิมแก่ ๆ หรือจะใช้ด่างทับทิมปิดที่ปากแผลก็ได้
- รีบนำผู้ป่วยส่งแพทย์ทันที หากทราบชนิดของงูที่กัดได้จะเป็นการสะดวกในการฉีดเซรุ่ม

คัมภีร์ไบเบิลของคริสต์ศาสนามีงูเป็นสัตว์ชั่วร้ย ชาวอียิปต์โบราณนับถืองูเป็นเทพเจ้าแห่ง การป้องกันตัว พระนาง Cleopatra ทรงโปรดปราน เครื่องประดับที่ทำเป็นรูปงู ชาวกรีกโบราณนิยมเขียนภาพงูที่กำลังต่อสู้กันตามฝาผนังของ ศาสนสถาน เพราะชื่นชมในนิสัยการต่อสู้แย่ง ชิงอำนาจของงู

ชาวจีนนิยมดื่มเลือดงูสดๆ เพราะเชื่อว่าเลือดงูเป็นยาบำรุงกำลัง และดีงูนั้นเป็นยาที่รักษาโรคเหน็บชา โรคกะเพาะ และโรคไตได้ ชาวอินเดียก็นับถืองู เพราะงูฆ่าหนูที่ชอบมาทำลายพืชพันธุ์ธัญญาหาร

งูเป็นสัตว์เลื้อยคลานที่มีลำตัวเป็นหลอดกลมยาว ไม่มีแขน ขา หรือใบหู ลำตัวมีเกล็ดปกคลุมโดยตลอด งูไม่มีเปลือกตาที่สามารถกระพริบได้เช่นตาคน ดังนั้นจึงดูเสมือนว่ามันไม่เคยนอน แต่จริงๆ แล้วงูนอน ในเวลาที่มันนอน รูตาดำ (pupil) ในตาของมันจะหดตัว พร้อมกันนั้นกล้ามเนื้อที่ควบคุมตาจะหย่อน ทำให้ตางูดูเสมือนว่าพลิกคว่ำ

เวลางูกินอาหาร กล้ามเนื้อที่ปากงูจะยืดขยายปาก ทำให้ปากกว้างกว่าปรกติหลายเท่าตัว มันจึงกลืนสัตว์ขนาดใหญ่ได้ทั้งตัว และเพราะมันไม่มีมือสำหรับช่วยจับอาหาร ฟันของมันจึงโค้งเข้าใน ดังนั้นเวลาเหยื่อถูกกัด การจะดิ้นให้หลุดออกจากปากงูโดยที่ร่างกายมิได้รับบาดเจ็บนั้นจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย

ความสุขของคนไทย

ความสุขของคนไทยจะกลับมาเปี่ยมล้นอีกครั้งในเดือนแห่งการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว โดยกระทรวงการคลัง ร่วมกับ 14 กระทรวง กรุงเทพมหานคร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงาน รัฐวิสาหกิจ รวมพลังเนรมิตถนนราชดำเนินกลางให้เป็นถนนแห่งความสุขของคนไทย ด้วย 9 กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว 82 พรรษา 5 ธันวาคม 2552 ภายใต้แนวคิด "ความสุขของคนไทยใต้แสงพระบารมี" ระหว่างวันที่ 3-7 ธันวาคม

ประกอบด้วยกิจกรรมแสงสีเสียง ณ เวทีกลางป้อม มหากาฬ ในวันที่ 3 ธ.ค. โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี หลังจากนั้นในช่วงค่ำของทุกวัน จะมีการแสดงแสงสีเสียงที่งดงามน่าตื่นตาตื่นใจ อาทิ การแสดงแสงเลเซอร์มัลติวิชั่น ชุด "แสงพระบารมี ผสานไทย สมานฉันท์" ณ เวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย การแสดงดนตรี "แสงพระบารมีคีตศิลป์ เสนาะนิรันดร์" จากศิลปินคุณภาพหลากหลายแนวเพลง ณ เวทีดนตรีสำนักงาน สลากกินแบ่งรัฐบาล นอกจากนี้ บนถนนราชดำเนินยังมีการแสดงขบวนรถประดับไฟเฉลิมพระเกียรติ "แสงพระบารมี ทอมหัศจรรย์ อันยิ่งใหญ่" รวม 28 ขบวน จากแยกผ่านฟ้าลีลาศไปจนถึงสี่แยกคอกวัว รวมถึงการแสดงน้ำพุประกอบแสงไฟและเพลงพระราชนิพนธ์ ชุด "แสงพระบารมี เปล่งประกาย เรืองสายใย" บริเวณเกาะกลาง ถนนราชดำเนิน การจุดเทียนชัยถวายพระพร บริเวณเวทีกลางป้อมมหากาฬ และปิดท้ายด้วย พิธี "มอบใจภักดิ์แด่พระผู้เป็นที่รักของคนไทยทั้งชาติ" ซึ่งเป็นการรวบรวมหัวใจกระดาษ ที่ประชาชนร่วมกันเขียนข้อความถวายพระพรหรือ ปณิธานในการทำความดีต่างๆ

ประเพณีไทย



ประเพณีไทยอันดีงามที่สืบทอดต่อกันมานั้น ล้วนแตกต่างกันไปตามความเชื่อ ความผูกพันของผู้คนต่อพุทธศาสนา
และการดำรงชีวิตที่สอด ประสานกับฤดูกาลและธรรมชาติอย่างชาญฉลาดของชาวบ้านในแต่ละท้องถิ่น ทั่วแผ่นดินไทย เช่น
ภาคเหนือ ประเพณีบวชลูกแก้วของคนไตหรือชาวไทยใหญ่ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน
ภาคอีสาน ประเพณีบุญบั้งไฟของชาวจังหวัดยโสธร
ภาคกลาง ประเพณีทำขวัญข้าวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ภาคใต้ ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุของชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็น ต้น นอกจากนี้
ประเพณีและอารยธรรมไทยยัง นำมาซึ่งการท่องเทียว เป็นที่รู้จักและประทับใจแก่ชาติอื่น นับเป็นมรดกอันลำค่าที่เรา ...
คนไทยควรอนุรักษ์และสืบ สานให้ยิ่งใหญ่ตลอดไป
พระนครศรีอยุธยาเชียงใหม่แข่งเรืออุ้มพระดำน้ำบุญบั้งไฟผ้าขึ้นธาตุ

สุขภาพจิตที่ดี


สุขภาพจิตที่ดี

องค์การอนามัยโลกให้ความหมายของผู้มีสุขภาพจิตดีไว้ว่า จะต้องเป็นคนมีมนุษย์สัมพันธ์ดีมีความ สามารถในการสร้างและรักษาสัมพันธ์ภาพให้ยืนนาน สามารถปรับตัวและปรับใจได้เมื่อมีทุกข์หรือท้อแท้ใจ แต่วิธีที่จะไปให้ถึงซึ่งความมีสุขภาพจิตดีนั้นไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าหากพยายามฝึกฝนและปฏิบัติตามสูตรที่จะกล่าว ต่อไปนี้ ก็จะช่วยเสริมสร้างสุขภาพจิตของท่านให้ดีขึ้น และจะช่วยป้องกันโรคทางใจได้เป็นอย่างดีด้วย ทำอย่างไรเพื่อสุขภาพจิตดี เราสามารถเสริมสร้างสุขภาพจิตให้ดีขึ้นได้ด้วยการ 1. มีศักดิ์ศรี ศักดิ์ศรี คือ เกียรติตามฐานะของแต่ละบุคคล เป็นสิ่งยับยั้งใจคนเรามิให้ทำชั่วแต่คนส่วน ใหญ่ถือศักดิ์ศรีในทางที่ผิด เช่น ถือว่าการยอมให้คนอื่นขับรถแซงหรือปาดหน้า เป็นการเสียศักดิ์ศรี 2. กล้ายอมรับความจริง ความจริงที่คนเรามักจะไม่กล้ายอมรับคือความจริงที่เป็นปมด้อยซึ่งที่จริง แล้ว การยอมรับความจริงเป็นการกล้าหาญอย่างยิ่ง หากยอมรับความจริงได้จิตใจสบาย สิ่งนั้นก็จะไม่เป็นปมด้อย หรือเป็นสิ่งที่มาทำร้ายเราได้อีกต่อไป 3. รู้จักสร้างความหวัง ความหวังทำให้คนเรามีความสุขและมีความอดทนที่จะต่อสู้หรือรอคอยแต่หาก เสียไปย่อมมีใหม่ได้เสมอ อยู่ที่เราจะมีเวลาใช้ความคิดค้นหาหรือไม่เท่านั้น 4. รู้จักสร้างกำลังใจ กำลังใจเป็นสิ่งพยุงให้เรายืนตรงเชิดหน้าได้ ให้บอกตัวเองเสมอว่า ตราบใดที่ยังมีกำ ลังใจ กำลังความคิด เราก็ยังทำอะไรสำเร็จได้ พึงระลึกเสมอว่า " ไม่มีความสุขใด ปราศจากความลำบากก่อน " 5. รู้จักควบคุมความโกรธ ความโกรธมีแต่จะทำลายตนเอง ถึงแม้จะตัดได้ยากก็สามารถควบคุมการ แสดงความโกรธให้อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสมได้ การมีเหตุผลและรู้จักให้อภัยจะละลายความโกรธได้ง่ายขึ้น 6. รู้จักถึงคุณค่าของตัวเอง การลงโทษตัวเองไม่ใช่การยอมรับผิดแต่เป็นดูถูกและซ้ำเติมตัวเองมากกว่า วิธีการที่ถูกคือควรหาทางแก้ไขปรับปรุง ไม่ควรฝังใจว่าจนมีลักษณะด้วยชนิดที่ไม่มีทางแก้ไขได้ แต่จะมองให้ เห็นคุณค่าของตัวเอง 7. รู้จักผูกไมตรีกับคนอื่นก่อน การยอมเป็นการฝ่ายผูกไมตรีกับผู้อื่นก่อน นอกจากจะเป็นการฝึกควบ คุมความก้าวร้าวในใจและให้น้ำใจขจัดความใจแคบหรือถือตัวไปแล้วยังทำให้ได้ รับความเกรงใจ เคารพนับถือ และเกิดความเป็นกันเองอีกด้วย 8. มีความมั่นคงทางอารมณ์ ความไม่มั่นใจความไม่กลัว ความไม่รู้ ความใจร้อนทำให้หวั่นไหวง่าย อย่างไรก็ตามถ้าควบคุมอารมณ์ได้ ศึกษาข้อมูลให้รู้จริงไม่ด่วนตัดสินใจหรือหลงเชื่อง่าย ความสำเร็จก็มีเกิดครึ่ง หนึ่งแล้วแต่ถ้ามัวหวั่นไหวถึงเก่งอย่างไรก็ล้มเหลวได้มีสภาษิตสอนไว้ว่า " ไม่มีสิ่งใดนำความสงบสุขสู่ตัวท่าน ยกเว้นตัวเอง " 9. รักษาสุขภาพ หมั่นออกกำลังกายและไม่ตรากตรำทำงานจนเกินการ ควรพักผ่อนพอควร อย่าลืม ว่า " จิตใจที่สมบูรณ์ย่อมอยู่ในร่างกายที่แข็งแรง "
http://www.bangkokmentalhealth.com/relation/fortnightly1dec.asp

ประโยน์ชของผลไม้

ประโยชน์ของผลไม้ต่อสุขภาพ

ประโยชน์ของผลไม้ต่อสุขภาพ มีทั้งประโยชน์ต่อสุขภาพโดยรวม และประโยชน์เฉพาะในการป้องกันโรคสำคัญ ๆ อันที่จริงประโยชน์ชของผลไม้ที่ช่วยป้องกันโรคบางอย่างได้นั้น เป็นที่รู้และปฏิบัติกันมานานตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 แต่การค้นพบวิตามินอย่างเป็นทางการเกิดขึ้นเมื่อตอนต้นศตวรรษที่ 20 นี้เอง เช่นกองทัพเรืออังกฤษได้ใช้ส้มและมะนาวป้องกันโรคลักปิดลักเปิดใน หมู่กะลาสีเรือมาเป็นเวลากว่าร้อยปีก่อนการค้นพบวิตามินซีในมะนาวในปี ค.ศ. 1928 อย่างไรก็ตาม เมื่อกาลเวลาหมุนเปลี่ยน โรคอันเนื่องมาจากการขาดวิตามินเป็นปัญหาน้อยลงไปมาก ความสำคัญของผลไม้ในการป้องกันโรคจึงลดลงไปด้วย ต่อเมื่อค้นพบว่าวิตามินและแร่ธาตุสามารถทำหน้าที่เป็นแอนติออกซิแดนท์ (antioxidants) ป้องกันโรคมะเร็ง และโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน อันเป็นสาเหตุการตายที่สำคัญสุดของชาวตะวันตก และผู้มีอันจะกินในตะวันออกนี่แหละ ความสนใจในความสำคัญของวิตามินและแร่ธาตุในผลไม้ จึงกลับลุกโหมเป็นไฟขึ้นใหม่อย่างรวดเร็ว

  • ผลไม้ ชะลอความแก่ เสริมความงาม คนเราจะแก่เร็วหรือช้าขึ้นกับสภาพการทำงานของระบบการสร้างเซลล์ และระบบภูติต้านทาน (immune system) สองระบบนี้ช่วยกันทำงาน ต่อสูความเจ็บป่วย โรมรันกับสารพิษและเชื้อโรคแปลกปลอมที่เข้าสู่ในร่างกาย ซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอหรือถูกทำลาย อีกทั้งสร้างเซลล์และเนื้อเยื่อใหม่เมื่อระบบเซลล์และระบบภูมิต้านทานทำงาน ได้ดี การแก่ตัวจะเกิดขึ้นน้อยมาก แต่โดยทั่วไป ความแปรปรวนของชีวเคมีในร่างกายอันเนื่องจากความเครียด สารพิษจากสิ่งแวดล้อมการใช้แรงกายที่หนักหักโหมเกินกำลัง รวมทั้งอาหารที่กิน มีส่วนสำคัญมากที่ทำให้ระบบทั้งสองเสื่อมโทรมลง ส่งผลให้แก่เร็วขึ้น การวิจัยทางวิทยาศาสตร์โภชนาการพบว่า เบต้าแคโรทีน วิตามินซี วิตามินอี และซีลีเนียม สามารถต้านความชราภาพได้ด้วย แอนติออกซิแดนท์เหล่านี้ช่วยป้องกันและลดความเสื่อมของเซลล์อันเนื่องมาจาก ปฏิกิริยาลูกโซ่ของอนุมูลอิสระ (free radicals) ธำรงความแข็งแรงของระบบเซลล์ไว้ได้นาน ดังนี้ ผลไม้ที่สารต้านอนุมุลอิสราจึงช่วยชะลอความแก่ ผลไม้ยังช่วยให้ระบบภูมิต้านทานแข็งแรง ก็เท่ากับรักษาระบบภูมิต้านทานให้ไม่ต้องถูกใช้งานหนัก ก็เท่ากับช่วยชะลอความแก่ไปโดยปริยาย คนกินผลไม้มาก ๆจะเห็นผลทันตา ผิวหนังจะเต่งตึงความเหี่ยวย่นจะปลาสนาการไป รูปหน้าที่สวยจริงก็จะปรากฎไม่ถูกบดบังทำอัปลักษณ์ใบหน้ากางด้วยน้ำและไขมัน รอยย่นจะบางเบา นัยน์ตาจะใสและแจ่มจรัส ผลไม้มิได้ชะลอความแก่แต่ระดับผิว (เผิน) เท่านั้น เพราะผิวเป็นเพียงตัวบ่งบอกสุขภาพคนกินผลไม้มากจะมีโคเลสเตอรอลพอเหมาะ ความดันโลหิตพอดี ตับไตแข็งแรง ทั้งหมดนี้ส่งผลบวกโดยตรงต่อผิวพรรณดังนั้น สุขภาพ ผิวพรรณ ความงาม และการชะลอความแก่จึงเป็นเรื่องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันมาก นอกจากนั้น วิตามินซีและวิตามินเอยังช่วยให้ผิดเต่งตึงมีน้ำมีนวลโตยตรงอีกโสตหนึ่งด้วย ผลไม้ช่วยรักษาอาการเสื่อยสภาพบางอย่างอันเนื่องมาจากวัยได้ เช่น กินผลไม้ช่วยในสมรรถภาพพทางเพศไม่เสื่อมเร็ว ช่วยป้องกันอาการหลงลืมตามวัย เป็นต้น ในด้านสุขภาพผู้หญิง มีรายงานว่าวิตามินซีและไบโอฟลาโวนอยด์ (bioflavonoids) ในผลไม้ตะกูลส้ม (ที่ใส้หรือแกนของกลีบผล) ช่วยลดการเสียเลือดประจำเดือนให้น้อยและสั้นลงจนไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป
  • ผลไม้ คลายอารมณ์ กินผลไม้มาก ๆ ช่วยทำให้สุขภาพจิตดี เพราะเมื่อไม่เบียดเบียนชีวิต จิตใจย่อมเกิดศานติสุข นอกจากนั้นในผลไม้ยังมีวิตามินและแร่ธาตุหลายอย่างที่นักวิชาการได้พบว่า ส่งผลให้นักนิยมผลไม้เป็นคนอารมณ์ดีกว่าผู้อื่น ความรู้สึกซึมเซา ไม่กระปรี้กระเปร่า และอารมยืเสียซึ่งหลาย ๆ นเป็นกัน อาจเกิดมาจากน้ำตาลในเลือดมีระดับต่ำ (hypoglycemia) ผลไม้ โดยเฉพาะน้ำผลไม้คั้นสักแก้ว จักช่วยให้กลับตื่นตัวและเบิกบานได้ โดยไม่ต้องอาศัยกาแฟหรือชาเป็นตัวกระตุ้นอย่างที่เคยชิน กล่าวกันว่าร้อยละ 80 คนที่มีปัญหาร่างกายอ่อนเพลียเรื้อรังหาสาเหตุไม่ได้ มูลเหตุสำคัญมักเกี่ยวข้องกับปัญหาปริมาณโพแทสเซียมและแมกนีเซียมในร่างกาย มีน้อยเกินไป การกินผลไม้ที่อุดมด้วยแร่ธาตเหล่านี้ ทำให้เกิดความสมดุลทางเคมีในร่างกาย และแก้ไขปัญหาร่างการยอ่อนเพลียได้อย่างวิเศษ
  • ผลไม้ กับการลดน้ำหนัก การกินผลไม้ให้มากเป็นวิการลดน้ำหนักที่ได้ผลดี เพราะร่างกายยังได้รับสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุ อย่างพอเพียงจากผลไม้ที่กินได้มากเท่าที่ต้องการ ร่างกายยังแข็งแรง ขณะที่น้ำหนักตัวลดลงได้ดังปรารถยน ในคนอ้วน กระเพาะอาหารได้ถูกกระตุ้นจนติตนิสัยชอบหลั่งน้ำย่อย ทำให้รู้สึกหิวบ่อย ๆทว่าแม้จะกิจจุ ร่างกายกลับยังคงขาดแร่ธาตุและวิตามินที่จำเป็นอยู่ ทำให้เกิดแรงกระตุ้นอยากกิน การลดนำน้ำหนักด้วยการควบคุมอาหารเป็นการหักหาญร่างกาย ซึ่งนอกจากจะไม่สำเร็จถาวรแล้ว ยังทำให้เครียด สุขภาพจิตเสียเอาได้ตรงกันข้าม การหันมากินผลไม้เป็นหลัก ไม่แตกหักกับระบบย่อยอาหารที่นิสัยเสียอยู่แล้วในทันที ผลไม้ยังช่วยให้ระบบร่างกายอื่น ๆ สามารถทำงานได้สมบูรณืมากขึ้นอีก ผลรวมที่เกิดจึงเป็นน้ำหนักลด แต่จิตใจสดชื่น อารมณ์ดี แถมร่างกายแข็งแรงยิ่งขึ้นอีก ผลไม้นอกจากให้วิตามินและแร่ธาตุอย่างอุดมแล้ง ยังมีเส้นไยที่ช่วยให้หนักท้อง และเป็นผลดีต่อการทำงานของลำไส้ ยิ่งกว่านั้นเส้นใยจากผลไม้ยังช่วยขับพิษ (toxin) และสารตกค้างสะสมที่ผนังลำไส้ออกไปได้อีกด้วย สิ่งตกค้างเหล่านี้หากไม่ถูกขับออก จะส่งผลให้ลำไส้ดูดซึมสารอาหารได้ช้าลง ทำให้รู้สึกอ่อนเพลียและเหนื่อยง่าย

ประวัติเครื่องเล่นดนตรี

ประวัติเครื่องดนตรีไทย
ดนตรีไทยมีกำเนิดมาอย่างไร จากตำราที่ท่านผู้รู้หลายท่านเขียนขึ้น มักเขียนไว้ว่าดนตรีไทยได้แบบอย่างมาจากอินเดียโบราณ ที่สันนิษฐานกันอย่างนี้คงเป็นเพราะ ในสมัยสุโขทัยเราได้รับอิทธิพลทางศาสนา ภาษา ศิลปะ วัฒนธรรมด้านนาฏศิลป์และการละครมาจากอินเดีย จึงเกิดความเช์อว่าเราคงได้รับอิทธิพลทางดนตรีมาด้วย ทั้งนี้เพราะการศึกษาเรื่องราวของดนตรี เป็นการค้นหาหลักฐานสสืบประวัติได้ยากที่สุด เพราะดนตรีเป็นการเลียนเสียงธรรมชาติ จึงเป็นการยากที่จะใช้เครื่องมือต่างๆ บันทึกเสียงดนตรีเหล่านั้นไว้เป็นหลักฐาน และในสมัยก่อนยังไม่มีผู้ประดิษฐ์เครื่องบันทึกเสียงขึ้น นอกจากจะมีผู้จดจำทำนองเพลงต่างๆขึ้นแล้วยอมถ่ายทอดให้คนอื่นได้ฟังเพลงนั้นบ้าง โดยเฉพาะ ดนตรีไทย เพิ่งมีการบันทึกเป็นโน๊ตตัวเลขเป็นครั้งแรก เมื่อสมัยรัชกาลที่ 6 นี้เอง โดยการคิดขึ้นของหลวงประดิษฐไพเราะ ในเรื่องของการถ่ายทอดเพลง ถ้าไม่ใช่ศิษย์รักจริงๆ ครูก็ไม่ถ่ายทอดให้ ในที่สุดเพลงนั้นก็ตายไปกับครู เพลงที่เหลืออยู่ก็ มักไม่ปรากฎหลักฐานแน่

วันสุนทรภู่

สุนทรภู่พระสุนทรโวหาร นามเดิม ภู่ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า สุนทรภู่ (26 มิถุนายน พ.ศ. 2329 - พ.ศ. 2398) เป็นกวีชาวไทยที่มีชื่อเสียง ได้รับยกย่องเป็น มหากวีแห่งรัตนโกสินทร์[ใครกล่าว?] หรือ เชกสเปียร์แห่งประเทศไทย[1] เกิดหลังจากตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ได้ 4 ปี และได้เข้ารับราชการเป็นกวีราชสำนักในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อสิ้นรัชกาลได้ออกบวชเป็นเวลาร่วม 20 ปี ก่อนจะกลับเข้ารับราชการอีกครั้งในปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเป็นอาลักษณ์ในสมเด็จเจ้าฟ้าจุฑามณี กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้เลื่อนตำแหน่งเป็น พระสุนทรโวหาร เจ้ากรมอาลักษณ์ฝ่ายพระราชวังบวร ซึ่งเป็นตำแหน่งราชการสุดท้ายก่อนสิ้นชีวิต
สุนทรภู่เป็นกวีที่มีความชำนาญทางด้านกลอน ได้สร้างขนบการประพันธ์กลอนนิทานและกลอนนิราศขึ้นใหม่จนกลายเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางสืบเนื่องมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ผลงานที่มีชื่อเสียงของสุนทรภู่มีมากมายหลายเรื่อง เช่น นิราศภูเขาทอง นิราศสุพรรณ เพลงยาวถวายโอวาท กาพย์พระไชยสุริยา และ พระอภัยมณี เป็นต้น โดยเฉพาะเรื่อง พระอภัยมณี ได้รับยกย่องจากวรรณคดีสโมสรว่าเป็นยอดของวรรณคดีประเภทกลอนนิทาน และเป็นผลงานที่แสดงถึงทักษะ ความรู้ และทัศนะของสุนทรภู่อย่างมากที่สุด งานประพันธ์หลายชิ้นของสุนทรภู่ได้รับเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งในหลักสูตรการเรียนการสอนนับแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน เช่น กาพย์พระไชยสุริยา นิราศพระบาท และอีกหลายๆ ส่วนในเรื่อง พระอภัยมณี
ปี พ.ศ. 2529 ในโอกาสครบรอบ 200 ปีชาตกาล สุนทรภู่ได้รับยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านงานวรรณกรรม ผลงานของสุนทรภู่ยังเป็นที่นิยมในสังคมไทยอย่างต่อเนื่องตลอดมาไม่ขาดสาย และมีการนำไปดัดแปลงเป็นสื่อต่างๆ เช่น หนังสือการ์ตูน ภาพยนตร์ เพลง รวมถึงละคร มีการก่อสร้างอนุสาวรีย์สุนทรภู่ไว้ที่ตำบลกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง บ้านเกิดของบิดาของสุนทรภู่ และเป็นกำเนิดผลงานนิราศเรื่องแรกของท่านคือ นิราศเมืองแกลง นอกจากนี้ยังมีอนุสาวรีย์แห่งอื่นๆ อีก เช่น ที่วัดศรีสุดาราม ที่จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดนครปฐม วันเกิดของสุนทรภู่คือวันที่ 26 มิถุนายนของทุกปี ถือเป็น วันสุนทรภู่ ซึ่งเป็นวันสำคัญด้านวรรณกรรมของไทย มีการจัดกิจกรรมเชิดชูเกียรติคุณและส่งเสริมศิลปะการประพันธ์บทกวีจากองค์กรต่างๆ โดยทั่วไป